วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กีต้าร์เรียนรู้ -- ประโยชน์ของการเรียนรู้

 

หลายคนได้เริ่มออกไปโทกีต้าร์และด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ดูเหมือนว่าหลายคนมีวิสัยทัศน์ของการเป็นที่มีชื่อเสียงหรือได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ต้องการสิ่งที่จะนำพลังงานความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาใน ไม่ว่าเหตุผลของคุณต้องการที่จะเล่นมีบางผลประโยชน์ที่ชัดเจนในการเรียนรู้วิธีการเล่นกีต้าร์
ความคิดสร้างสรรค์

Learning Guitar

เมื่อคุณเรียนรู้วิธีการเล่นกีตาร์นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มพลังของคุณอย่างมากความคิดสร้างสรรค์. เพลงทฤษฎีการเรียนรู้และวิธีการกระทำอย่างไม่ได้คอร์ดในขณะที่เล่นจะช่วยให้คุณสร้างสรรค์มากขึ้น ในที่สุดคุณจะเป็นนักเขียนเพลงอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงความสามารถในการคิดและมากับความคิด นี้จะช่วยให้คุณเห็นได้ชัดในพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมายในชีวิตของคุณ ถ้าคุณจบได้งานในภายหลังที่คุณจะต้องมากับความคิดและข้อเสนอแนะจากนั้นบิตความคิดสร้างสรรค์อีกหน่อยอาจเป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องการ!
สมองอำนาจ
การเล่นกีตาร์นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสมองของคุณ เมื่อคุณเรียนรู้วิธีการเล่นกีตาร์ที่คุณต้องทำ memorization มาก คุณจะต้องจดจำตาชั่ง, แผนภูมิคอร์ด, ทฤษฎีดนตรีและอื่น ๆ คุณยังจำเพลงได้ทั้งหมดที่คุณจะไปดำเนินการ นอกจากนี้การเป็นนักดนตรีอาจทำให้คุณเข้าถึงบางส่วนของสมองของคุณที่คุณมักจะไม่ได้ใช้ ตัวอย่างเช่นเพื่อที่จะเล่นเพลงที่สมองของคุณมีเพื่อให้สามารถทำงานหลาย คุณต้องจำคำพูดและดนตรีในเวลาเดียวกันในขณะที่เล่นส่วนหนึ่งจังหวะด้วยมือและที่เหลือมีอื่น ๆ บ่อยครั้งที่ระหว่างการแสดงคุณกำลังคิดเกี่ยวกับสิ่งอื่น ๆ เช่นเรื่องที่มาถัดไป
ความมั่นใจ
อีกประโยชน์อย่างมากในการเล่นกีตาร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงเป็นที่สร้างความมั่นใจ มันยากที่จะเป็นคนขี้อายเมื่อคุณได้รับที่ด้านหน้าของกลุ่มเป็นประจำเพื่อเล่นเพลง ในขณะที่คุณกำลังดำเนินอยู่และเรียนรู้ที่จะเล่นกีตาร์คุณมากขึ้นและความมั่นใจมากขึ้นเมื่อเล่นต่อหน้าผู้คน นอกจากนี้คุณยังจะกลายเป็นความมั่นใจและขี้อายน้อยลงในพื้นที่อื่น ๆ ในชีวิตของคุณ มีความมั่นใจมากขึ้นในขณะที่จดจำในการฝึกบิตของความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมากสามารถปรับปรุงหลาย ๆ ด้านของชีวิตของคุณ
มันสนุก!
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ในการเล่นกีตาร์ก็คือว่ามันจะสนุกมาก ในขณะที่บางครั้งการเริ่มต้นสามารถพิสูจน์บิตยากในการเรียนรู้กีต้าร์จบสามารถเป็นความพยายามตลอดชีวิตสนุกมาก ห้อยออกกับเพื่อนและเล่นดนตรีเป็นอย่างมากในทางสังคมและจิตวิญญาณให้รางวัล เล่นดนตรีให้ความรู้สึกของความสำเร็จ, บรรเทาความเครียดและอื่น ๆ อีกมากมาย การเขียนเพลงโด​​ยการทำงานร่วมกันกับนักดนตรีอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมากสนุก
ดังนั้นหากคุณกำลังคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้วิธีการเล่นกีต้าร์เพราะคุณมีวิสัยทัศน์ของการเป็นดาวหินแล้วว่าดีมาก เพียงจำไว้ว่าพยายามมากและไม่มากที่กลายเป็นหิน แต่ดาวมีทั้งที่ดีอื่น ๆ อีกมากมายเหตุผลที่จะเรียนรู้กีต้าร์เป็น พยายามมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์มีความสนุกสนาน, ลดความเครียดและผลประโยชน์อื่น ๆ ทั้งหมดของการเล่นและในที่สุดคุณอาจเป็นมากกว่าดาวร็อคที่คุณฝันของการเป็น
กีต้าร์เรียนรู้ -- ประโยชน์ของการเรียนรู้

การจับคอร์ดกีต้าร์




การจับคอร์ดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเล่นกีต้าร์เลยก็ว่าได้ ในโลกนี้มีคอร์ดอยู่มากมายมหาสาร
มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าคอร์ดนั้นมีอยู่เป็นร้อยเป็นพันธ์เลยทีเดียว (โห้... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ) ใครคิดวิธีจับแบบใหนได้ก็อาจจะเรียกเป็นคอร์ดใหม่เลยก็ได้ แต่อย่าพึ่งตกใจไปน่ะครับ คอร์ดหลักๆ นั้นมีอยู่แค่ 7 คอร์ดเท่านั้นเอง คือ A B C D E F และ G ส่วนที่เหลือนั้นก็จะเป็นพวกน้ำจิ๋มน้ำปลาทั้งนั้น

ในที่นี้ผมจะสอนวิธีการจับคอร์ดง่ายๆ และวิธีการดูคอร์ดจากรูปภาพ ซึ่งถ้าคุณรู้วิธีหล่าวนี้แล้ว คุณก็จะสามารถนำไปประยุคในการจับคอร์ดอื่นๆ ได้ เอาหละ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

จากรูป เป็นคอกีต้าร์ในลักษณะหันหน้าเข้าหาตัว เส้นในแนวตั้งก็คือสายกีต้านั้นเอง โดยเลข 1 ที่กำกับอยู่ข้างบนก็คือสายที่ 1 หรือสายที่เล็กที่สุด ส่วนเลขหกก็คือสายที่ใหญ่ที่สุด

เส้นในแนวนอนก็คือเส้นขั้นระหว่างเฟร็ต โดยเฟร็ตบนสุดก็คือเฟร็ตที่ 1 และถัดลงมาก็คือเฟร็ตที่ 2, 3, 4 .... ไปเรื่อยๆ

ส่วนรูปด้านขวานี้ เป็นตัวอย่างของการจับคอร์ด C ซึ่งตัวเลขในลูกกลมๆ สีแดงก็คือนิ้วมือซ้ายนั้นเอง โดยรายละเอียดมีดังนี้

1 = นิ้วชี้ 2 = นิ้วกลาง 3 = นิ้วนาง 4 = นิ้วก้อย


ตัวเลขต่างๆ หล่าวนี้ที่จริงแล้วในตารางคอร์ดทั่วๆ ไปจะไม่มีกำกับไว้ ถ้าไม่มีแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจับคอร์ดได้ถูกต้องหรือผิด? คำตอบก็คือไม่มีใครถูกใครผิดหรอกครับ เพราะการจับนั้นไม่ตายตัว ใครถนัดแบบใหนก็จับแบบนั้น แต่บางทีการจับให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นการจับคอร์ด G จากรูปจะเห็นว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้นิ้วก้อย (เลข 4) ในการจับเลย เพราะนิ้วชิ้วเรายังว่างอยู่นิ หลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ๆ ก็เลยใช้นิ้วชี้กดแทนนิ้วกลาง ส่วนนิ้วกลางก็เอาไปกดที่นิ้วนาง และนิ้วนางที่นิ้วก้อย ทำให้เราไม่ต้องใช้นิ้วก้อยเลย (ผมก็เคยจับแบบนี้มาตั้งนาน) ซึ่งดูเหมือนจะง่ายกว่าแบบแรกเยอะ เพราะมือใหม่ส่วนใหญ่จะไม่สันทัดกับการใช้นิ้วก้อยซักเท่าไหร

แต่ถ้าคุณเริ่มที่จะเล่นกีต้าร์เป็นแล้ว และคุณลองเล่นเพลงจากหนังสือเพลง คุณก็จะเจอกับคอร์ด Gsus4 ซึ่งจะต้องเปลี่ยนจากคอร์ด G ไปจับ Gsus4 (มันมักจะมาด้วยกัน) ซึ่งคุณจำเป็นมากที่จะต้องใช้นิ้วชี้ แต่นิ้วชี้คุณกลับใช้ไปแล้วซะนี่...

สรุปเลยละกันน่ะครับว่า การจับคอร์ดนั้นไม่ตายตัวเสมอไป แต่การจับให้ถูกหรือเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ควรทำครับ

ภาพคอร์ดกีต้าร์

วิธีการหัดเล่นกีต้าร์


ในการหัดเล่นกีต้าร์นั้นเราจะต้องรู้พื้นฐานในการจับคอร์ดเสียก่อน

ซึ่งจะจับคอร์ดได้นั้นตัองดูตามตารางคอร์ดกีต้าร์ดังนี้

C D
---------------------------------------2-------------- สายที่ 1 ของกีต้าร์ หรือสายล่างสุด (เสียงแหลมสุด)
------------1-----1--------------2---------2--------- สายที่ 2 ของกีต้าร์
---------0-----0-----0--------3----3----3----3------ สายที่ 3 ของกีต้าร์
------2---------------------0------------------------- สายที่ 4 ของกีต้าร์
---3-------------------------------------------------- สายที่ 5 ของกีต้าร์
------------------------------------------------------ สายที่ 6 ของกีต้าร์ หรือสายบนสุด (เสียงทุ้มสุด)

บางคนอาจจะยังดูไม่เป็นสำหรับคนที่หัดเล่นใหม่ๆ แต่มัน

ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่หยิบกีต้าร์ขึ้นมาแล้วใช้นิ้วกด

ไปตามจุดที่อยู่บนเส้นกีต้าร์ตามรูปภาพ พอกดได้แล้วก็หมั่น

ฝึกกดอยู่บ่อยๆเพื่อที่จะเกิดการเคยชินจนสาสารถเล่นได้ในที่สุด

เรียนรู้วิธีการเล่นกีต้าร์เบื้องต้นกัน (Basic Guitar)

   ส่วนต่าง ๆ ของกีต้าร์ 
       กีต้าร์มีด้วยกันหลายประเภท หลัก ๆ แล้วจะมีกีต้าร์ไฟฟ้ากับกีต้าร์อะคูสติก   ในที่นี้เราจะมาศึกษากีต้าร์อะคูสติกซึ่งปรเภทที่ใช้สายเหล็กมักเรียกว่ากีต้าร์โฟล์คและที่สายใช้ไนลอนเรียกว่า   กีต้าร์คลาสสิด
       กีต้าร์แต่ละชนิดมีเสียงและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันตามสไตล์ของเพลงที่จะเล่น  ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อกีต้ารควรคำนึงถึงสไตล์ที่เราจะเล่นก่อน    

- Bridge คือส่วนที่ใส่สายกีต้าร์
- Sound Hole คือส่วนที่เป็นกระบอกทำหน้าที่เป็นลำโพงเสียง
- Body คือตัวของกีต้าร์จะให้เสียงดีหรือจะอยู่กับไม้ที่ใช้ทำ
- Neck  เป็นคอด้านหลังกับด้านหน้าซึ่งเราเรียกว่า
( Finger Broad ) โดยทั่วไปจะใช้ไม้คนละชนิดกัน
- Fret  เป็นแท่งเหล็กฝังบน Finger Broad
เป็นส่วนสำคัญที่แบ่งเสียงระดับโน้ตต่างๆ
- Head ส่วนหัวของกีต้าร์  สำหรับใส่สายและลูกบิด
- Tuning Key  ลูกบิดสำหรับจูนเสียง  

การเต้นHip Hop

การเต้น Hip Hop เป็นการเต้นตามจังหวะของดนตรี Hip Hop ซึ่งลักษณะที่สำคัญของดนตรีประเภทนี้จะเป็นการร้อง การพูด การแร็ป (Rap)  ประกอบกับดนตรีอีเล็คโทรนิก และเครื่องเคาะจังหวะประเภทต่างๆ (Percussions)  ซึ่งเป็นเพลงที่มีจังหวะที่เร็วปานกลางถึงเร็วมาก   ดังนั้นท่าทางของการเคลื่อนไหวจึงเป็นการเต้นที่เร็ว  มีการหยุด  การกระตุกของร่างกายในแต่ละส่วน (Isolation) หรือการ locking การย่อขาและโยกตัวตัวขึ้น-ลง (Bouncing) และการกระโดด (Hop) ไปตามจังหวะเพลง โดยผู้เต้นจะเต้นเน้นจังหวะตามจังหวะของกลองและเสียงกีตาร์เบส  มีการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์  และกิริยาอาการต่างๆในชีวิตประจำวันของคนเราแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเป็นท่าเต้นท่าต่างๆเพื่อความหลากหลายมากขึ้น  นอกจากนี้แล้วนักเต้น Hip Hop ยังมักนิยมนำเอาการเต้นเบรคแดนซ์ (Break Dance) มาเต้นประกอบการเต้น Hip Hop อีกด้วย
การที่การเต้นประเภท Hip Hop กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในกลุ่มวัยรุ่นของไทย จึงทำให้สถาบันสอนเต้นรำหลายสถาบันในประเทศเพิ่มการเต้น Hip Hop เข้าไว้เป็นหนึ่งในวิชาที่เปิดสอนของสถาบันนั้นๆ จึงยิ่งเป็นการทำให้การเต้นประเภทนี้แพร่ขยายไปเร็วขึ้นอีก
ถึงแม้ว่าการเรียน Hip Hop จะเริ่มได้ตั้งแต่อายุประมาณ 8-9 ปี แต่กลุ่มนักเรียน Hip Hop ในประเทศไทยมักจะเริ่มตั้งแต่เด็กวัยรุ่นอายุตั้งแต่ประมาณ 12-13 ปีเป็นต้นไปจนถึงวัยคนทำงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงในงานกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน  เพื่อการแข่งขันหรือการประกวดเต้นรำต่างๆ  และเพื่อความสนุกสนาน รวมไปทั้งถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน 
ครูสอนเต้นรำที่ดีควรมีประสบการณ์ทั้งทางด้านการสอนและการแสดงค่อนข้างมาก เช่น เดียวกับการสอนการเต้น Hip -Hop ซึ่งผู้สอนควรที่จะต้องมีประสบการณ์จึงจะสามารถสอนให้นักเรียนได้รับทั้งความรู้ ความสนุกสนาน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ การเต้น Hip Hop นอกจากจะเป็นการเต้นที่เป็นการนำท่าเต้นต่างๆที่มีผู้คิดค้นเอาไว้แล้ว และเป็นที่นิยมเต้นกันอย่างแพร่หลายมาสอนในชั้นเรียนแล้ว  ยังสามารถเกิดจากการคิดท่าเต้นขึ้นมาใหม่เพื่อการสอนและการแสดงอีกด้วย   ลักษณะการเรียนการสอนการเต้น  Hip Hop จึงมักจะขึ้นอยู่กับหลักการและประสบการณ์ของครูผู้สอนเป็นสำคัญ  แต่ในบางสถาบันยังจะขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหารสถาบันอีกประการหนึ่งด้วย
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าวิธีการเรียนการสอน Hip Hop นั้นไม่ได้มีหลักการที่แน่นอนและตายตัว และมักจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์  ความสามารถและความถนัดของครูผู้สอนเป็นสำคัญ  เช่นถ้าครูผู้สอนไม่สามารถเต้นท่าเบรคแดนซ์ได้ ก็มักจะสอนในท่าที่ง่ายๆหรือคิดออกแบบท่าเต้นที่ตนเองถนัดขึ้นมา ครูที่มีความสามารถในการเต้นหลายๆด้านก็จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถสอนได้มีประสิทธิภาพมากกว่า                 
หลักและวิธีการสอนการเต้น Hip Hop ที่สถาบัน Le Studio ( Art of Dance) จะแบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน   ได้แก่
• การอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) โดยครูผู้สอนจะนำการอบอุ่นร่างกายในทุกส่วนตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ได้แก่ คอ ไหล่ ลำตัวช่วงบน (Rips) ช่วงกลางลำตัว สะโพก เข่า ขา  และเท้า โดยจะป็นการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน (Isolate)ไปในทิศทางต่างๆที่ร่างกายมนุษย์สามารถทำได้  เช่น ด้านหน้า ด้านข้างทั้งสองข้าง ด้านหลัง และการเคลื่อนร่างกายส่วนต่างๆเป็นวงกลม  เป็นต้น ท่าที่ใช้ในการอบอุ่นร่างร่างกายจะเป็นการฝึกท่าเต้นและการเคลื่อนไหวร่างกายในสไตล์ Hip Hop ขั้นพื้นฐานอีกด้วย โดยการนำท่าฝึกหัดต่างๆมาเต้นต่อเนื่องกัน
• การโยกตัว (Hop) เป็นการฝึกที่เริ่มจากการงอลำตัวมาทางด้านหน้า แล้วยืดตัวขึ้น โดยทำซ้ำๆกันหลายๆครั้ง แล้วเริ่มงอเข่า (ย่อเข่า) แล้วยืดเข่า(ไม่จำเป็นต้องยืดเข่าสุด) ทำซ้ำหลายๆครั้งต่อเนื่องกันไปตามจังหวะ เมื่อคล่องแล้วจึงโยกตัวและย่อเข่าไปพร้อมๆกัน แล้วจึงเริ่มก้าวเท้าไปยังทิศทางต่างๆ เช่น ด้านข้างซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า และด้านหลัง เป็นต้น ต่อมาจึงเริ่มใช้ข้อศอกและแขนงอและตึงไปตามจังหวะของขา
• การเดิน (Walking) ประกอบด้วยการก้าวสไลด์เท้า ก้าวขา และหันตัวไปในทิศทางต่างๆโดยใช้เทคนิคการย่อขา  การถ่ายน้ำหนักจากขาหนึ่งไปยังอีกขาหนึ่ง และยืดขาเพื่อให้ลำตัวเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
• การล็อกตัว (Locking) คือการเคลื่อนไหวร่างกายแบบกระตุกแล้วหยุด  สามารถฝึกได้ทั้งการกระตุกเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และการรวมกันของส่วนของร่างกายมากกว่าหนึ่งส่วนขึ้นไปประกอบกันเป็นท่าต่างๆ
• การเต้นแบบหุ่นยนต์ (Robot) เป็นการเต้นเลียนแบบการคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ โดยการเริ่มฝึกจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายไปทีละส่วน เช่นการใช้แขนยกขึ้น กระตุกเล็กน้อยแล้วหยุด สามารถทำได้ทั้งแขนเดียวขึ้นลงสลับกัน และทั้งสองแขนเคลื่อนไปพร้อมๆกัน เป็นต้น โดยสามารถเคลื่อนไหวได้ทุกส่วนของร่างกายเช่นเดียวกัน ท่าทางการเคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์มักใช้ประกอบในการเต้นเพื่อโชว์ถึงความสามารถพิเศษของผู้เต้น  เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าสนใจและความหลากหลายในการแสดง เป็นต้น
• การเต้นระบำ (Routine) เป็นการนำท่าเต้นต่างๆที่ฝึกมาเต้นประกอบดนตรีแบบต่อเนื่องกัน โดยผู้สอนจะค่อยๆเริ่มต่อท่าซึ่งมักเรียกกันว่าเป็นการต่อท่าเซ็ท (Set) ทีละน้อย การเต้นระบำจะเป็นกลุ่มท่าที่ครูผู้สอนได้ออกแบบและเรียบเรียงขึ้นเพื่อเป็นการฝึกทักษะขั้นสูงขึ้นและไม่นิยมใช้ท่าเดียวกันเต้นซ้ำไปมาเหมือนกับการฝึก exercise ต่างๆ  ครูผู้สอนมักออกแบบท่าทางให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนส่วนใหญ่ในชั้นเรียน โดยมีการพัฒนาโดยการเพิ่มจำนวนท่าเต้นให้ยาวขึ้นในแต่ละครั้งที่มีการเรียนการสอน และอาจมีการปรับเปลี่ยน ท่าให้มีความยากขึ้นโดยใช้ท่าที่ต้องใช้ทักษะและความแข็งแรงของร่างกายมากขึ้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนในชั้นเป็นสำคัญ

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผู้นำวัฒนธรรมบีบอยจากใต้ดินสู่โลกภายนอก

Jay Park – การเต้นบีบอย = 0 ผู้นำวัฒนธรรมบีบอยจากใต้ดินสู่โลกภายนอก

Filed in Article & Interview 0 comments
Jay Park – การเต้นบีบอย = 0
เจย์ ปาร์ค “นักร้อง แรพเปอร์ บีบอย” คำนำหน้าชื่อที่เขาชื่นชอบ 1 ใน 3 ชื่อนี้ ท้ายที่สุดแล้วการเต้นก็คือสิ่งที่เขาเริ่มทำเป็นอันดับแรก


ตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ เขาก็ก๊อปปี้การเต้นของราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็คสัน (อ้างอิงจากเนื้อเพลง ‘Touch the Sky’) และเขาก็เริ่มเต้นบีบอยในปี 2003 เจย์ทุ่มเทเวลาให้กับการเต้นบีบอยถึง 4 ชม ในสตูดิโอ
เขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมบีบอยอย่าง AOM (Art of Movement) โดยออกไปแบทเทิลร่วมกับเพื่อนสมาชิก และในงานแฟนมีทของเขาเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ได้ประชันทักษะการเต้นบีบอยร่วมกับเพื่อนๆ
“ผมมีความสุขที่สุดตอนที่เต้นบีบอยกับเพื่อนๆ ครับ ดังนั้นความฝันของผมก็คือการได้เต้นบนเวทีกับเพื่อนๆ แม้ว่าผมจะกลายมาเป็นนักร้องแล้วก็ตาม ผมมีความสุขมากที่ความฝันของผมเป็นจริง การเต้นเบรคแดนซ์คือสิ่งที่สำคัญสำหรับผมจริงๆ ครับ ผมรู้ว่ามันยากมากกว่าจะเป็นบีบอย ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้เจอบีบอยซักคนนึงผมจะรู้สึกอิจฉาแล้วก็เคารพพวกเขามากๆ เลยครับ”

Jay Park, สะพานเชื่อมระหว่างวัฒธรรมที่เป็นที่นิยมและการเต้นบีบอย
ชายหนุ่มอายุ 25 ปีเจย์ปาร์ค ไม่เคยหยุดในการที่จะออกไปแข่งขันบีบอย เขาใช้ตัวเองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบีบอยกับสาธารณะ เขาเป็นนักร้องเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมในงาน ‘Fever Seoul Live’ และแสดงกับนักเต้นบีบอยชื่อดังระดับโลก เขาอยู่ในขั้นตอนของการนำวัฒนธรรมบีบอยจากอันเดอร์กราวด์สู่โลกภายนอก
“ผมกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือทีมบีบอยครับ โชคดีที่พวกพี่ๆ บีบอยมองสิ่งนี้ในด้านบวกครับ”
ในมิวสิควิดีโอเพลง ‘Tonight’ ซึ่งเป็นเพลงจากมินิอัลบั้มแรกของเขา เขาได้โชว์การเต้นเบรคแดนซ์ที่ต่างออกไป พร้อมกับการเต้นบีบอยร่วมกับโจตี้และรุกกี้ เพื่อโปรโมทวัฒนธรรมบีบอย ที่สาธารณะไม่อาจเข้าถึงได้ง่ายๆ นัก
“เพราะผมเต้นเบรคแดนซ์ ผมรู้ว่าบีบอยมันยากแค่ไหน และความรักความปรารถนาในการเต้นบีบอยก็ต้องแข็งแกร่งด้วย แต่คนมักมองมันเหมือนเป็นสิ่งง่ายๆ ด้วยความสัตย์จริงนะครับ ชีวิตของคุณจะอยู่บนเส้นด้ายในทุกๆ เวทีเลย ผมเคยบาดเจ็บมากมายในระหว่างการเต้นบีบอยด้วยตัวเอง และมันก็ไม่ง่ายเลย มันเป็นวัฒนธรรมที่ยอดเยี่ยมและเป็นอิสระมาก ผมหวังว่าจะมีคนจดจำมันได้มากขึ้น”


วิธีB-Boy เบื้องต้น

B-Boy เบื่องต้น


การที่เราจะก้าวเข้าไปสู่ ระดับเทพของการเต้น BBoy นั้น จะต้องทำสิ่งที่ควรจะทำคือ 1.ใจรัก - ก่อนอื่นเลยคับ อันดับแรกนายจะต้องมีใจรักในการเต้นก่อน คือแบบว่า หายใจเข้าก้อ BBoy หายใจออกก้อ BBoy มีกำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคนานักประการที่อยู่เบื้องหน้าให้ได้ 2.การฝึกฝน - ใครที่คิดจาเริ่มเต้นทำดังนี้ให้ได้ก่อนคับ พื้นฐานเลยคับ
(ร่างกาย) > ดันพื้นให้ได้วันละ 50 (ใหม่ๆ เอาแค่นี้ก่อน ...แล้วค่อยเพิ่ม ไป วันละ 10 ) > Sit - Up วันละ 50 เพื่อเสริมสร้างกล้ามหน้าท้องให้แข็งแรง และ ขจัดพุง > ดึงข้อใหม่ๆเอา 5 ครั้งให้ได้ก่อนคับ แล้วค่อยเพิ่มไปทีละนิด > วิ่งซัก 500 เมตรเพื่อเอาแรงคับ (จิตใจ) > ฟังเพลง Hip - Hop แล้วจับจังหวะให้ได้ > ต้องมีกำลังใจเสมอ สำคัญมาก อย่าท้อเด็ดขาด > มีใจรักใน Hip - Hop และ BBoy 3. ในเรื่องของท่าในการเต้น BBoy นะคับ ในเว็บนี้แหละคับหาดูคับ มือใหม่ควรจาหัดท่าดังนี้ คับ - โพสต์ ค้างไว้ให้ได้ซัก 30 วิ ..จากนั้นค่อยเอาหน้าขึ้นไม่ให้ติดพื้น - หกสูงให้ได้นานๆ 5 วิขึ้นไป - หกกบคับ จัดระเบียบร่างกายให้ได้ เอานานๆๆ เลย 4.การ Excercise ก่อนการฝึกเต้น - หกสูงพิงกำแพง 20 วิ เอาแรงแขน - วิ่ง ซัก 300 เมตร (เด๋วหมดแรง) - ทำหกกบ โพสต์ ค้างพวกนี้
**คำแนะนำเพิ่มเติมคับ** * มือใหม่ใจเย็นๆ คับอย่าเพิ่งหัด วินมิว เอา พื้นฐานให้ชัวร์ก่อนคับเห็นทุกทีเลย มือใหม่มีแต่จาหัดวินมิว มันยากอยู่นะคับ * พวกท่าโหดๆ Head Spin , แอแทค , Flare , Air Flare , 1990 , 2000 พวกนี้นะคับ ขอให้พวกท่านใจเย็น ๆ กันคับ ถ้าคิดจาฝึก ร่างกายต้องพร้อมก่อนนะคับ ต้องมีเทคนิคที่ดี ถ้ามีคนที่เทพแล้วอยู่คุมด้วยเนี่ย ผมว่านะเปนเร็วกว่าฝึกเอง 2-3 เท่าเลยนะคับ *มีคนเคยถามผมว่า ฝึกเองที่บ้าน -- กับฝึกกับเพื่อนกับ Crews อันไหนเป็นเร็วกว่ากัน = ฝึกกับเพื่อนคับ จาเป็นเร็วกว่าได้ท่าหลากหลายกว่า มีกำลังใจในการเต้นมากกว่า แต่ทางที่ดีคับควรจาฝึกทั้งสองแบบเลยคับจาดีแน่นอน *********ถ้าขาดตกบกพร่องประการใด ก้อขอให้เพื่อนๆ ช่วยๆกันแนะนำด้วยนะคับ จาเพิ่มเติมอารัยก้อแสดงความคิดเห็นได้เลยนะคับ เพื่อ เด็กไทย พัฒนาสู่เวทีระดับโลก*************** ขอให้เพื่อนๆ ไปถึงจุดหมายสูงสุดที่ตั้งใจไว้ให้ได้เลยนะคับ 
ประโยชน์การเต้น

เรามาฝึกเต้น B-Boy กันเถอะครับเมื่อมีเวลาว่างจากการเล่นเกม แถมยังช่วยให้สุภาพร่างกายเราแข็งแรง เป็นการฝึกสมาธิ เป็นการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ และยังทำให้มีเพื่อนเยอะอีกด้วย
จุดประสงค์ : ต้องการให้พี่ๆ-น้องๆมาออกกำลังกายและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ครับ ! (ร่างกายของเราใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด!) 

ประวัติ B-Boy

ประวัติB-Boy
คำว่า B-Boying นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาของชนชาติแอฟริกัน คือ คำว่า “Boioing” หมายความว่า “กระโดด,โลดเต้น” และถูกใช้ในแถบ 'Bronx River' ในการเรียก รูปแบบการเต้นเบรกกิ้งของกลุ่มชาวบีบอย ตัว B ในคำว่า Bgirl : Bboy นั้นย่อมาจาก Break-Girl : Break-Boy (บางทีก็หมายถึง Boogie หรือ Bronx) B-Boying นั้นยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “เบรกกิ้ง” หรือ เบรคแด๊นซ์" (อันหลังได้รับการบัญญัติโดยสื่อมวลชน) Breaking นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Rocking มาก่อน เป็นการสะท้อนของ อิทธิพลจากชนชาวแอฟริกัน อเมริกัน หรือวัฒนธรรมชาวลาติน(เปอโตริกัน) ซึ่งมาพร้อมกับการอพยพ และ ปักฐานที่กรุงนิวยอร์กในช่วงปลายยุค60นั่นเอง "เบรกกิ้ง" เป็นการเต้นที่ได้รับอิทธิพลจากการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งท่วงท่าจากกีฬายิมนาสติก รวมถึงจากศิลปะการเคลื่อนไหวของโลกตะวัน ออกอีกด้วย เป็นที่คาดคิดกันว่า เบรคกิ้ง หรือเบรคแด๊นซ์นั้นมีรากฐานมาจาก คาโปเอร่า หรือ 'Capoeira' คำว่า เบรค (Break)นั้นเป็นช่วงของจังหวะดนตรีที่ดุดันและเร้าใจ ในช่วง จังหวะนี้เหล่านักเต้นจะแสดงอารมณ์ด้วยท่าเต้นที่จะดึงดูดสายตา ที่สุดเลยทีเดียว เรียกว่ามีอะไรก็เอามาโชว์ให้หมด Kool DJ Herc เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในการ ขยายช่วงจังหวะนี้ให้สนุกมากขึ้นด้วยเทิร์นเทเบิ้ลถึงสองตัว โดยเล่นแผ่นเสียง พร้อมกันทั้ง2เครื่องและใช้แผ่นเสียงเพลงเดียวกัน ใช้เทคนิคถูแผ่นต่างๆกันไป ซึ่งนักเต้นสามารถจะถ่ายทอดท่าเต้นได้นานกว่าเดิม ที่มักจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ วินาที ในระยะแรกๆนั้นการเต้นจะเป็นท่า " upright" ที่ภายหลังเป็นที่รู้จักกันใน ชื่อ"top rocking" เป็นท่ายืนเต้น ซึ่งมีอิทธิพลมาจากBrooklyn uprocking, การ เต้นแท็ป , lindy hop , ซัลซ่า, ท่าเต้นของ Afro Cuban, ชนพื้นเมืองแอฟริกัน และชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน และก็ยังมีท่าท๊อปร็อคแบบ Charleston ที่เรียก ว่า"Charlie Rock" อิทธิพลอีกอย่างนั้นมาจาก James Brown กับผลงานเพลง ยอดฮิต"Popcorn" (1969) และ "Get on the Good Foot" (1972) จากท่าเต้น ที่เต็มไปด้วยพลังและรูปแบบที่โลดโผนสนุกสนาน ผู้คนจึงเริ่มที่จะเต้นในแบบ"GoodFoot". ในขณะ ที่การต่อสู้กันด้วยลีลาท่าเต้นเริ่มจะกลายมาเป็นประเพณี การเต้น Rocking หรือ Breaking นั้นก็เริ่มจะแทรกซึมเข้ามาสู่วัฒนธรรมฮิปฮอป (ปะทะกันด้วยความสร้างสรรค์ไม่ใช่ด้วยอาวุธ) และมันเริ่มพัฒนาท่า เต้นที่เริ่มหลากหลายขึ้น ทั้งการย่ำเท้า การสับขา การลากเท้า และท่วงท่าที่จะใช้ปะทะกัน คือมีดีอะไรก็นำมาโชว์และเป็นที่มาของท่า "footwork" ("floor rocking" และ "freezes". Floor rocking, มีอิธิพลมาจากภาพยนตร์แนวต่อสู้ ในช่วงปลายยุค 70,การเต้นแท็ป (ฟุตเวิร์กแบบชาวรัสเซีย,การตบ,การกวาดตัวเคลื่อนย้าย อย่างรวดเร็ว,ท่าล้อเกวียน)และท่าอื่นๆ ซึ่ง Floor rockingได้เข้ามาเป็นท่า เต้นหลักเพิ่มขึ้น จาก 'toprocking' ในช่วงการเต้นขึ้นลงสู่พื้น เรียกว่า การ"godown" หรือ การ"drop"ยิ่งทำได้ลื่นไหลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


Freezes นั้นมักใช้ในเป็นท่าจบ ซึ่งมักจะใช้เป็นท่าล้อเลียนหรือท้า ทายฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ ท่าที่ยอดฮิตก็คือ "chairfreeze" และ "baby freeze".ท่า chair freeze นั้นกลายเป็นท่าพื้นฐานของหลายๆท่าเพราะว่าระ ดับความยากง่ายของท่าที่ต้องใช้ความสามารถพอตัว คือ การใช้มือ แขน ข้อศอกในการพยุงตัวในขณะที่เคลื่อนไหวขาและสะโพก เป้าหมายหลักในการปะทะ หรือ “Breaking Battle” นั้นก็คือ เอา ชนะคู่ต่อสู้ด้วยท่าที่ยากกว่า สร้างสรรค์กว่า และรวดเร็วกว่าในทั้งจังหวะ และการFreezesซึ่งก็เป็นสิ่งที่ "Breaking crews"หรือกลุ่มของนักเต้นนั้น เข้ามารวมตัวกันและช่วยกันฝึกฝนและคิดค้นท่าใหม่ๆ เพื่อเอาชนะกลุ่มอื่นๆ กลุ่มบีบอยที่เป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆ คือ กลุ่ม Nigga Twins และ กลุ่มอื่นๆอย่างเช่น “TheZulu Kings, The Seven Deadly Sinners, Shang-hai Brothers, The Bronx Boys, Rockwell Association, Starchild La -Rock,Rock Steady Crew and the Crazy Commanders ("CC step" เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกวงการนักเต้นบีบอยยุคแรกๆช่วงที่การเต้นแบบนี้เริ่มพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ น่าสนใจและสร้างนักเต้น ที่เป็นที่รู้จักนั่น ก็คือช่วงกลางยุคปี70 ก็ได้แก่นักเต้นอย่าง Beaver,Robbie Rob (Zulu Kings), Vinnie, Off (Salsoul), Bos (Starchild La Rock), Willie Wil, Lil' Carlos (Rockwell Association), Spy, Shorty (Crazy Commanders), Jame Bond, Larry Lar, Charlie Rock (KC Crew), Spidey, Walter (Master Plan) ฯลฯ กลุ่มบีบอยใหญ่ๆที่ทำใหศิลปะการปะทะกันด้วยเบรคแด๊นซ์นี้ไม่หาย ไป ก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่ม SalSoul (เปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น The DiscoKids) กับกลุ่ม Zulu Kings และระหว่างกลุ่ม Starchild La Rock กับ Rockwell-Association. ในขณะนั้น 'เบรคกิ้ง' หรือ 'เบรคแด๊นซ์ 'ยังมีแค่ท่า Freezes, Footworks and Toprocks และ ยังไม่มีท่า Spins! ในช่วงปลายยุค70 กลุ่มบีบอยรุ่นเก่าๆเริ่มที่จะถอนตัวกันไปและบีบอยรุ่น ใหม่ๆก็เริ่มเข้ามาแทนที่ และ คิดค้นสร้างสรรค์ท่าและรูปแบบการเต้นใหม่ๆขึ้น เช่น การหมุนทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ท่า Headspin, Continues Backspin หรือ Windmill และอื่นๆอีกมาก ที่ได้รับการ คิดค้นและพัฒนามาเรื่อยๆ


ในช่วงยุค 80 มีกลุ่มบีบอยหลายๆกลุ่มที่โด่งดังในกรุงนิวยอร์ก ได้แก่ 'Rock Steady Crew' , 'NYC Breakers' , 'Dynamic Rockers' , 'United States Breakers' , 'Crazy Breakers' , 'Floor Lords' , 'Floor Masters' , 'Incredible Breakers' , 'Magnificent Force' ฯลฯ บีบอยที่เก่งช่วงนั้นก็เช่น Chino, Brian, German, Dr. Love (Master Mind), Flip (Scrambling Feet),Tiny (Incredible Body Mechanic) ฯลฯ. การปะทะกันที่ยิ่งใหญ่มากในตอนนั้น เป็นการปะทะกันระหว่าง Rock Steady Crew กับ NYC Breakers และระหว่าง Rock Steady Crew กับ Dynamic Rockers ในช่วงปลาย